วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

ปฏิบัติการที่6 SQL

H: จากข้อ'e'เมื่อแปลออกมาเป็นภาษาคำถามของมนุษย์จะได้ว่า "ให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต อาจารย์ที่ปรึกษา และชั้น จากตารางนักเรียน(student) โดยมีเงือนไขคือเป็นนิสิตชั้นปีที่2" ให้ลองแปลข้อ'f'' ออกมาเป็นภาษาคำถามของมนุษย์
ตอบ   F: SELECT studentid,Name, Advisor,Class,Hobby
FROM student
WHERE Hobby LIKE'อ่าน*';
จะได้ดังภาพ





ให้เลือกให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต อาจารย์ที่ปรึกษา ชั้น และงานอดิเรก จากตารางนักเรียน(student)โดยมีเงือนไขคือ ตารางงานอดิเรกโดยมีคำว่าอ่านหนังสือ
................................................................................



I:ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษาSQLตามคำถาม"ให้เลือกฟิลด์ทั้งหมดจากตารางรายวิชา(subject)
ตอบ  
SELECT subjectid,Name,Credit,Book,Teacher
FROM subject;
จะได้ตามภาพ


................................................................................

J: ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษาSQLตามคำถาม"ให้เลือกฟิลด์รหัสรายวิชา ชื่อรายวิชา และจำนวนหน่วยกิต จากตารางรายวิชา(subject)"
ตอบ
SELECT subjectid,Name,Credit
FROM subject;
จะได้ดังภาพ
................................................................................

K: ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษาSQLตามคำถาม"ใฟ้เลือกฟิลด์รหัสรายวิชา ชื่อรายวิชา และจำนวนหน่วยกิต จากตารางรายวิชา(subject) โดยมีเงือนไขคือเป็นรายวิชา 104111"
ตอบ
SELECT subjectid,Name,Credit
FROM subject
WHERE subjectid=104111;
จะได้ดังภาพ

................................................................................

L: ทดลองพิมพ์ SELECT Student.Studentid,Student.Name,Register.Score,Register.Grade FROM Register,student WHERE (Register.Studentid=Student.Studentid AND Register.Studentid=4902)แล้วเลือก Run Query
ตอบ
จะได้ดังภาพ


................................................................................



M :ทดลองปรับเป็น SELECT student.Studentid,student.Name,Register.Score,Register.Grade,Subject.Name FROM Register,Student,Subject WHERE(Register.Studentid=student.Studentid AND Register.Studentid=4902 ) AND (Register.Subjectid=Subject.Subjectid)
ตอบ
จะได้ดังภาพ


................................................................................


N: ทดลองปรับเป็น  SELECT student.Studentid,student.Name,Register.Score,Register.Grade,Subject.Name 
FROM Register,student,Subject WHERE (Register.Studentid=student.Studentid) AND (Register.Subjectid=Subject.Subjectid AND Register.Subjectid=104111)
ตอบ
จะได้ดังภาพ


................................................................................

O: จากข้อ "m" เมื่อแปลออกมาเป็นภาษาคำถามของมนุษย์จะได้ว่า "ให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต คะแนน เกรด และชื่อรายวิชา จากตารางนักเรียน(student) การลงทะเบียน(Register) และรายวิชา(Subject) โดยมีเงือนไขคือแสดงเฉพาะนิสิตรหัส 4902 เท่านั้น"ให้ลองแปล "n" ออกมาเป็นภาษาคำถามของมนุษย์
ตอบ
"ให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต คะแนน เกรด และชื่อรายวิชา จากตารางนักเรียน(student) การลงทะเบียน(Register) และรายวิชา(Subject) โดยมีเงือนไขคือแสดงรหัสรายวิชา104111เท่านั้น"

................................................................................

P: ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษาSQLตามคำถาม"ให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต คะแนน เกรด และชื่อรายวิชา จากตารางนักเรียน(Student)การลงทะเบียน(Register) และรายวิชา(Subject) โดยมีเงือนไขคือแสดงเฉพาะรายวิชารหัส 104111เท่านั้น และนิสิตอยู่ในชมรมภูมิศาสตร์เท่านั้น"
ตอบ
 SELECT Student.Studentid,student.Name,Register.Score,Register.Grade,Subject.Name ,student.Club
FROM Register,student,Subject 
WHERE Register.Studentid=student.Studentid AND Register.Subjectid=Subject.Subjectid AND Register.Subjectid=104111 AND student.Club='ภูมิศาสตร์';

จะได้ดังภาพ






วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Database Management System

การจัดการฐานข้อมูล


    การจัดการฐานข้อมูล(Database Management) คือ การบริหารแหล่งข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมไว้ที่ศูนย์กลาง เพื่อตอบสนองต่อการใช้ของโปรแกรมประยุกต์อย่างมีประสิทธิภาพและลดการซ้ำซ้อนของข้อมูล รวมทั้งความขัดแย้งของข้อมูลที่เกิดขึ้นภายในองค์การ ในอดีตการเก็บข้อมูลมักจะเป็นอิสระต่อกันไม่มีการเชื่อมโยงของข้อมูลเกิดการ สิ้นเปลืองพื้นที่ในการเก็บข้อมูล เช่น องค์การหนึ่งจะมีแฟ้มบุคคล (Personnel) แฟ้มเงินเดือน (Payroll) และแฟ้ม สวัสดิการ (Benefits) อยู่แยกจากกัน เวลาผู้บริหารต้องการข้อมูลของพนักงานท่านใดจำเป็นจะต้องเรียกดูแฟ้มข้อมูลทั้ง 3 แฟ้ม ซึ่งเป็นการไม่สะดวก จงทำให้เกิดแนวความคิดในการรวมแฟ้มข้อมูลทั้ง 3 เข้าด้วยกันแล้วเก็บไว้ที่ ศูนย์กลางในลักษณะฐานข้อมูล (Database) จึงทำให้เกิดระบบการจัดการฐานข้อมูล (Database Management system (DBMS) ซึ่งจะต้องอาศัยโปรแกรมเฉพาะในการสร้างและบำรุงรักษา (Create and Maintenance) ฐาน ข้อมูลและสามารถที่จะให้ผู้ใช้ประยุกต์ใช้กับธุรกิจส่วนตัวได้โดยการดึงข้อมูล (Retrieve) ขึ้นมาแล้วใช้โปรแกรมสำเร็จรูปอื่นสร้างงานขึ้นมาโดยใช้ข้อมูลทีมีอยู่ในฐานข้อมูล แสดงการรวมแฟ้มข้อมูล 3 แฟ้มเข้าด้วยกัน
 ระบบการจัดการฐานข้อมูล จะมีส่วนประกอบที่สำคัญ 3 ส่วนได้แก่
1. ภาษาคำนิยามของข้อมูล [Data Definition Language (DDL)] ในส่วนนี้จะกล่าวถึงส่วนประกอบของระบบการจัดการฐาน   ข้อมูลว่าข้อมูลแต่ละส่วนประกอบด้วยอะไรบ้าง (Data element) ในฐานข้อมูลซึ่งเป็นภาษาทางการที่นักเขียนโปรแกรมใช้ในการ สร้างเนื้อหาข้อมูลและโครงสร้างข้อมูลก่อนที่ข้อมูลดังกล่าวจะถูกแปลงเป็นแบบฟอร์มที่สต้องการของโปรแกรมประยุกต์หรือในส่วนของ DDL จะประกอบด้วยคำสั่งที่ใช้ในการกำหนดโครงสร้างข้อมูลว่ามีคอลัมน์อะไร แต่ละคอลัมน์เก็บข้อมูลประเภทใด รวมถึงการเพิ่มคอลัมน์ การกำหนดดัชนี เป็นต้น
2. ภาษาการจัดการฐานข้อมูล (Data Manipulation Language (DML) เป็นภาษาเฉพาะที่ใช้ในการจัดการระบบฐานข้อมูล ซึ่งอาจจะเป็นการเชื่อมโปรแกรมภาษาในยุคที่สามและยุคที่สี่เข้าด้วยกันเพื่อจัดการข้อมูลในฐานข้อมูล ภาษานี้มักจะประกอบด้วยคำ สิ่งที่อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถสร้างโปรแกรมพิเศษขึ้นมา รวมถึงข้อมูลต่างๆ ในปัจจุบันที่นิยมใช้ ได้แก่ ภาษา SQL(Structure Query Language) แต่ถ้าหากเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ DBMS มักจะสร้างด้วยภาษาโคบอล (COBOL language) ภาษาฟอร์แทน (FORTRAN) และภาษาอื่นในยุคที่สาม
3. พจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) เป็นเครื่องมือสำหรับการเก็บและการจัดข้อมูลสำหรับการบำรุงรักษาในฐานข้อมูล โดยพจนานุกรมจะมีการกำหนดชื่อของสิ่งต่างๆ (Entity) และระบุไว้ในโปรแกรมฐานข้อมูล เช่น ชื่อของฟิลด์ ชื่อของโปรแกรมที่ใช้รายละเอียดของข้อมูล ผู้มีสิทธิ์ใช้และผู้ที่รับผิดชอบ แสดงส่วนประกอบของระบบการจัดการฐานข้อมูล


โปรแกรมประยุกต์ (Application Programs)

ระบบการจัดการฐานข้อมูล Database Management System(DBMS)

กายภาพของฐานข้อมูล
(Physical database)




แสดงส่วนประกอบของระบบฐานข้อมูล




แสดงส่วนประกอบของระบบจัดการฐานข้อมูล (Elements of a database management systems) ข้อดีและข้อเสียของระบบการจัดการฐานข้อมูล
ระบบการจัดการฐานข้อมูลจะมีทั้งข้อดีและข้อเสียในการที่องค์การจะนำระบบนี้มาใช้กับหน่วยงาของตนโดยเฉพาะหน่วยงานที่เคยใช้คอมพิวเตอร์แล้วแต่ได้จัดแฟ้มแบบดั้งเดิม (Convention File) การที่จะแปลงระบบเดิมให้เป็นระบบใหม่จะทำได้ยากและไม่สมบูรณ์ ไม่คุ้มกับการลงทุน ทั้งนี้เนื่องจากค่าใช้จ่าในการพัฒนาฐานข้อมูลจะต้องประกอบด้วย
1. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรโดยเฉพาะผู้ดูแลระบบฐานข้อมูล (Database Administrator(DBA) และคณะ
2. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการสร้างฐานข้อมูลโดยแปลงข้อมูลเก่ให้เป็นฐานข้อมูลและจะต้องมีการแก้ไขโปรแกรมเก่า
3. การเพิ่มอุปกรณ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อทำให้มีหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ใหญ่ขึ้น มีการเข้าถึง(Access) ข้อมูลที่รวดเร็ว    อาจต้องมีการเพิ่มโพรเซสเซอร์
4. ค่าใช้จ่ายทางด้านโปรแกรมประยุกต์
นอกจากนั้นยังอาจจะเกิดอุปสรรคในการพัฒนาระบบข้อมูล

1 ความผิดพลาดจากการป้อนข้อมูลเข้าย่อมมีผลกระทบกับหน่วยงานอื่นทีนำข้อมูลนั้นไปใช้เนื่องจากไม่มี ข้อมูลอื่นที่มาเทียบกับข้อมูลในฐานข้อมูลชุดนั้น
2. สร้างแฟ้มข้อมูลร่วมเพื่อตอบสนองกับองค์การ ทุกแผนกกระทำได้ยากเนื่องจากแต่ละแผนกอาจจะต้องการได้ข้อมูลในความละเอียดที่ไม่เท่ากัน ผู้จัดการระดับล่างต้องการใช้ข้อมูลเพื่อการทำงานวันต่อวัน แต่ผู้บริหารระดับสูงต้องการใช้ข้อมูลเพื่อการวางแผน ดังนั้นการออกแบบฐานข้อมูลจึงทำได้ยากมาก
3. ในเรื่องของความปลอดภัยทั้งนี้เนื่องจากทุกแผนกมีการใช้ข้อมูลร่วมกันจึงต้องมีการสร้างระบบป้องกันความปลอดภัยของข้อมูลเพื่อไม่ให้ข้อมูลรั่วไหล จะต้องมีการกำหนดรหัสผ่าน (Password) และการจัดลำดับความสำคัญของงาน (Priority) รวมถึงการกำหนดสิทธ์ในการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคน ซึ่งเป็นการยุ่งยากสำหรับการใช้ฐาน ข้อมูลร่วมกัน ไม่เหมือนกับระบบเดิม ทุกแผนกมีสิทธิ์ใช้ เครื่องของตนเองได้เต็มที่ มีอิสระในการตัดสินใจ
ส่วนข้อดีในการจัดการฐานข้อมูล
1 ลดความยุ่งยากของข้อมูลภายในองค์การโดยรวมข้อมูลไว้ที่จุดหนึ่งและผู้ควบคุมดูแลการใช้ข้อมูล การเข้าถึงข้อมูล การนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์และดูแลความปลอดภัย
2. ลดการซ้ำซ้อนของข้อมูล (Redundancy) ในกรณีที่ข้อมูลอยู่เป็นเอกเทศ
3. ลดความสับสน (Confusion) ของข้อมูลภายในองค์การ
4. ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโปรแกรมและการบำรุงรักษาภายหลังจากระบบสมบูรณ์แล้วจะลดลงเมื่อเทียบกับแบบเก่า
5. มีความยืดหยุ่นในการขยายฐานข้อมูล การปรับปรุงแก้ไขทำได้ง่ายกว่า
6. การเข้าถึงข้อมูลและความสะดวกในการใช้สารสนเทศมีเพิ่มขึ้น


credit http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/Knowledge/Database/database3.htm

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วิจารณ์เพลง


เพลง นิยามคำว่าพอ - แบงค์ CLASH




บินสูงแล้วหวั่น ตามฝันแล้วพ่าย
มันย่อมเป็นได้ไม่ต้องเสียใจ
ชีวิตคนเรา เท่านี้ใช่ไหม
เหนื่อยมาเท่าไหร่
อยากเพียงได้หลับสบาย
เพียงแค่ไออุ่น ให้หนุนพักพิง
เพียงแค่พออิ่ม ไม่เดือดร้อนใคร
เพียงแค่สักคน อยู่เคียงข้างกาย
พอเท่านี้เอง เราคงได้หลับฝันดี
เราจะพบนิยามคำว่าพอ
แค่เราพอเพียงเท่านี้
เพียงชีวิตพอใจในสิ่งที่มี ..ไม่วุ่นวาย
จะมองสูงหรือต่ำไปทำไม
เพียงแค่เหลียวมองข้างกาย
จะพบคนที่พอดีกับเรา
ไม่คิดเสียใจ ในสิ่งที่ไม่มี
มองที่เรามีล้ำค่ามากมาย
ไม่ต้องไปเปรียบ ไปเทียบกับใคร
สุขที่แท้จริงอยู่ที่หัวใจของเรา
เราจะพบนิยามคำว่าพอ
แค่เราพอเพียงเท่านี้
เพียงชีวิตพอใจในสิ่งที่มี ..ไม่วุ่นวาย
จะมองสูงหรือต่ำไปทำไม
เพียงแค่เหลียวมองข้างกาย
สุขที่แท้คือการได้มีวันนี้ทุกๆวัน
มีกันและกันก็พอ..เพียง..พอ..

บทวิจารณ์
เพลงนี้เป็นเพลงประกอบละครเวทีเรื่อง หงส์เหนือมังกรเดอะมิวสิคัล  เป็นที่ฟังง่าย สบายๆ เนื้อหาสาระของเพลงนี้ โดยรวมแล้ว จะพูดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง อย่าไปดิ้นรนหาในสิ่งที่ตัวเองไม่มี ซึ้งเมื่อผมได้ยินเพลงนี้ผ่านหูเป็นครั้งแรก เกิดอาการขนลุกซู่ขึ้นมาทันที จนต้องมานั่งค้นหาชื่อเพลงแล้วฟังเต็มๆอีกครั้ง ทำให้รู้ว่ามันเป็นเพลงประกอบละครเวที แล้วยังให้ข้อคิดอีกมากมาย ถึงจะเป็เพลงช้า แต่พอฟังกลับไม่รู้สึกเบื่อเลยสักนิด

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ความสำคัญ และความหมาย

1.Spatial Distribution หมายถึง การกระจายเชิงพื้นที่ การที่พื้นที่เกิดการกระจายตัวเป็นบริเวณกว้างๆ เช่น การกระจายตัวของแหล่งชุมชน 

2. Spatial Differentiation หมายถึง ความแตกต่างในเชิงพื้นที่ ในพื้นที่แต่ละพื้นที่จะมีลักษณะเฉพาะทางกายภาพและชีวภาพต่างกันและพื้นที่นั้นยังมีทรัพยากรที่มีความหลากหลายต่างกันตามลักษณะของพื้นทีเช่น ความแตกต่างทางด้านภูมิประเทศ บริเวณที่เป็นพื้นที่ราบและ บริเวณภูเขา

3. Spatial Diffusion หมายถึง การแพร่กระจายในเชิงพื้นที่ เช่น การอพยพย้ายถิ่นฐานของประชากร การแพร่ระบาดของโรค

4. Spatial Interaction หมายถึง ปฏิสัมพันธ์ในเชิงพื้นที่ เป็นการกระทำร่วมกันของสองสิ่งที่มีความสัมพันธ์สอดคล้องหรือกระทำร่วมกัน

5. Spatial Temporal หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของช่วงเวลาในเชิงพื้นที่ เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิประเทศในช่วงวันเวลาต่างๆ